มหาวิทยาลัยศิลปากรเดินหน้าอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคาม

          มหาวิทยาลัยศิลปากรตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของความสมดุลทางธรรมชาติและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะระบบนิเวศที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ มหาวิทยาลัยจึงมุ่งดำเนินงานโดยตรง (direct work) ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม และขยายความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เพื่อสร้างสมดุลให้แก่ระบบนิเวศและขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 15 (Life on Land) ซึ่งมุ่งปกป้อง ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน

โครงการอนุรักษ์นกแก้วโม่ง (Palaeornis eupatria) สิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี

          นกแก้วโม่ง (Palaeornis eupatria) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และอยู่ในบัญชีรายชื่อสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ของอนุสัญญาไซเตส (CITES) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในฐานะดัชนีบ่งชี้สุขภาพของป่าเมืองและพื้นที่สีเขียว

          อาจารย์ ดร.ศรันย์ภัทร์ สุวรรณรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินโครงการวิจัย “การเลือกพื้นที่ทำรังของนกแก้วโม่ง (Palaeornis eupatria) ที่ใกล้สูญพันธุ์ และการจัดการต้นไม้ขนาดใหญ่เพื่อเป็นแหล่งทำรังในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี” โดยสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ของต้นยางนาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งทำรังสำคัญของนกแก้วโม่ง ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดนนทบุรี (บางกรวย บางใหญ่ บางบัวทอง ปากเกร็ด และเมืองนนทบุรี) และบางส่วนของจังหวัดปทุมธานี (อำเภอสามโคก และอำเภอเมืองปทุมธานี)

          จากผลการสำรวจพบพื้นที่ทำรังจำนวน 22 พื้นที่ รวม 114 โพรง โดยมีนกแก้วโม่งเข้าใช้โพรงจริง 88 โพรง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกทำรังและปัจจัยที่เอื้อต่อการสืบพันธุ์ของนกแก้วโม่งในพื้นที่เมือง จึงได้ดำเนินกิจกรรมเพาะพันธุ์ต้นยางนาและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและต้นไม้ขนาดใหญ่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการติดตั้งโพรงรังเทียม (artificial cavity nest) เพื่อเพิ่มโอกาสในการวางไข่และขยายพันธุ์ของนกแก้วโม่ง ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ต้นไม้ขนาดใหญ่ให้คงอยู่เป็น “รุขมรดกของชาติ” และเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าในเขตเมือง

          การอนุรักษ์นกแก้วโม่งในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการรักษาสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ แต่ยังเป็นการจุดประกายให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติรอบตัว และร่วมมือกันดูแลระบบนิเวศให้ยั่งยืน สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยศิลปากรในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น

นกแก๊ก (Anthracoceros albirostris)
สัตว์ป่าคุ้มครองในพื้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี

          บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่และพรรณไม้พื้นถิ่นหลากหลายชนิด สภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยยังคงความเขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์แม้ในฤดูร้อน ทำให้กลายเป็นแหล่งอาศัยของ “นกแก๊ก” หรือ “นกแกง” (Anthracoceros albirostris) ซึ่งเป็นนกเงือกชนิดหนึ่งในวงศ์ Bucerotidae สัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และได้รับการประเมินโดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ให้อยู่ในสถานะ “ใกล้ถูกคุกคาม” (Near Threatened) เนื่องจากการลดลงของถิ่นอาศัยและการตัดไม้ทำลายป่าในหลายพื้นที่

          มหาวิทยาลัยศิลปากรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่มหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์และปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่เพิ่มเติม เพื่อสร้างและขยายแหล่งอาศัยของนกแก๊กให้สามารถอาศัยและขยายพันธุ์ได้อย่างปลอดภัย การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ แต่ยังสร้างระบบนิเวศที่สมดุลภายในวิทยาเขต และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติให้แก่นักศึกษาและชุมชนโดยรอบ

          การพบเห็นนกแก๊กได้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน และสะท้อนถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยศิลปากรในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

มหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของช้างป่าและกระทิงในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

          สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำทีมวิจัยลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนบ้านรวมไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำงานวิจัยในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การดำเนินตามโครงการพัฒนาผลงานวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับการวิจัยที่สร้างผลกระทบให้กับชุมชนและสังคม ในโครงการ 1 สาขาวิชา 1 ชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้สนับสนุนการพัฒนาแนวทางการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่าและกระทิง

          ช้างป่า (Elephas maximus) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และกระทิง (Bos gaurus) สัตว์ป่าคุ้มครอง ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองของอนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ทั้งสองชนิดมีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของระบบนิเวศป่าเขาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งได้รับสมญานามว่า “ดินแดนแห่งช้างป่า”

          โครงการวิจัยนี้มุ่งเน้นการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนินกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

          (1) การจัดทำฐานข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินและถิ่นอาศัยของช้างป่าและกระทิง

          (2) การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ (learning routes) ที่ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสธรรมชาติอย่างไม่รบกวนสัตว์ป่า

          การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยศิลปากรในโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในระบบนิเวศที่อยู่ภายใต้ภัยคุกคาม พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

          มหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงเดินหน้าส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และขยายพื้นที่สีเขียวทั้งในและรอบมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการทำงานวิจัย การเรียนรู้ และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรระดับนานาชาติ

          จากการอนุรักษ์นกแก้วโม่งในพื้นที่ภาคกลาง การดูแลถิ่นอาศัยของนกแก๊กที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเพชรบุรี ไปจนถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ล้วนเป็นภาพสะท้อนของการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อปกป้องถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ และรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าให้คงอยู่ต่อไป

ที่มา:
https://www.facebook.com/share/p/1NzaAnjKRp/
https://www.facebook.com/share/p/1EyVZGF3QS/